อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง

อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง

อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง ภาคกลางมีพื้นภูมิประเทศอยู่ที่ราบลุ่ม มีฤดู 3 ฤดู มี พืชพันธุ์ธัญญาอาหารอุดมสมบูรณ์ การทำมาหากิน ทำอาชีพในการเกษตร เป็นส่วนใหญ่การประมงมีบ้างตามเขตชายทะเล ทุกครัวเรือนทำอาหารรับประทานเอง สำหรับขนมจะได้รับประทานในวันเทศกาล มีงานเท่านั้น แต่เราไม่มีจดบนทึกไว้ในเรื่องตำรับอาหาร และมามีหนังสือในยุครัตนโกสินทร์

กอปรกับภาคกลางเป็นที่ตั้งเมืองหลวง ข้าราชบริพารนิยมนำลูกหลานเข้ไปอยู่ในวังหลวง เพื่อฝึกอบรมงานบ้าน งานเรือน และเมื่อท่านพวกนี้ออกจากวังก็มาเผยแพร่อาหารแบบต่างๆ พร้อมการจัดอย่างสวยงาม อาจเพื่อเป็นของฝากของกำนัล หรือเพื่อขายความอร่อย ความสวยงาม ติดปากติดตาประชานมาจนทุกวันนี้ เช่น อาหารใดที่อร่อย ก็จะมีชื่อคำว่า ชาววังตามมาข้างหลัง เช่น ข้าวแช่ชาววัง เป็นต้น จากเหตุนี้ชาวท้องถิ่นภาคกลางก็จะจำแบบอย่างอาหาร ขนม ต่างมาปรับปรุงแต่ตามแบบชาววังบ้างเป็นแบบอย่างที่ดีมาจนทุกวันนี้

จากเหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวต่างประเทศได้เข้ามาทำสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศไทย เช่น ชาวจีน ก็ได้นำวัฒนธรรมการทำอาหารเข้ามาเช่นการผัดโดยใช้น้ำมัน ชาวฮินดูใช้กะทิ เช่น ก๋วยเตี๋ยวแขก ประชาชนชาวไทยรับวัฒนธรรมต่างชาติแต่ก็มิได้รับมาใช้โดยตรงแต่กลับปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตไทยได้ ได้นำการใช้น้ำมันมาอย่างแพร่หลาย แต่ใช้ตามแบบฉบับไทย คือ ใช้แต่น้อย

ลักษณะของอาหารท้องถิ่นไทย ภาคกลาง

  1. รสชาติ อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง โดยทั่วไปมีสามรส เปรี้ยว เค็มหวาน บางชนิดมีเผ็ด มัน ขม เมื่อปรุงเสร็จกลมกล่อม การใช้เครื่องปรุงรสต่างๆรสเค็ม ได้จากน้ำปลา เกลือ บางชนิดใช้ซีอิ๊วคล้ายอาหารจีน และซีอิ๊วก็เป็นซอสที่ทำจากถั่วเหลือง อาหารฝรั่งใช้เกลือ เนยชนิดเค็ม ส่วนอาหารญี่ปุ่น คล้ายๆ กับอาหารจีน คือ ใช้เกลือและซอสต่างๆ
    รสหวาน ได้จากน้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด น้ำตาลงบ น้ำตาลทรายแดง ตามลำดับ กลิ่นรสหอมหวาน ได้จากน้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว ที่ใหม่ๆ
    รสเปรี้ยว ได้จากมานาว น้ำส้มสายชู มะขามเปียก มะกรูด มะม่วง สับปะรด กระเจี๊ยบ ตะลิงปลิง มะเขือเทศ
    รสเผ็ด อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง ได้รสเผ็ดจากพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าสด พริกไทย ขิงและข่า
    รสมัน จากกะทิ ทั้งอาหารคาวและอาหารหวานหลายอย่างมีกะทิเป็นส่วนประกอบสำคัญ นอกนั้นได้จากน้ำมันพืชนำมันหมู หรือเนยบ้างเล็กน้อย
    รสขม ได้จากมะระ สะเดา ขี้เหล็ก บอระเพ็ด บางอย่างมีรสขมน้อย บางอย่างมีรสขมมาก
    รสฝาด ได้จากมะขามเทศฝาด
    อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลางประเภทขนมไทย ใช้น้ำตาลแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น ประเภทที่ใช้น้ำตาล ขนมหวานหลายอย่าง เช่น กล้วยหักมุกเชื่อม ข้าวเหนียวแก้ว ไข่หงส์ ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้ามต้มผัด ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน วุ้นน้ำเชื่อม น้ำเชื่อมสำหรับรับประทานกับขนมใส่น้ำแข็ง เช่น จาวตาลเชื่อม ลูกตาลลอยแก้ว สาคูถั่วดำ ไข่หวาน กล้วย บวชชี ฯลฯประเทศที่ใช้น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าวสังขยา-มะพร้าวอ่อน สังขยาฟักทอง สังขยาใส่ขนุน เผือก มะพร้าวอ่อนซอยบางๆ ก็ได้ ลอดช่อง น้ำกะทิ ข้าวเหนียว น้ำกะทิทุเรียน กล้วยน้ำว้าเชื่อม ตะโก้เผือก ตะโก้ข้าวโพด ข้าวตู ขนมจาก ขนมตมแดง ขนมต้มขาว
  2. รูปร่างลักษณะของอาหารภาคกลาง เป็นภาคที่อุดสมบูรณ์ ประชากรจะอยู่อย่างมีความสุข กอปรภาคกลางเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง
    ในวังหลวงมีการประดิษฐ์ ประดอย จัดตกแต่งอาหารและวัสดุที่ประกอบอาหารให้สวยงาม เมื่อปรุงอาหารเสร็จอาหารก็น่ารับประทาน วัฒนธรรมนี้ก็แพร่หลายสู่ประชาชน ทำให้อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง เป็นที่เลื่องลือในด้านสวยงาม ความนารับประทาน
  3. ด้านกลิ่นและสี ของอาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง กลิ่นนั้นจะหอมน่ารับประทานเช่นแกงเผ็ด แกงส้ม ก็จะหอมกลิ่นพริกเป็นหอมฉุน ถ้าเป็นขนมก็กลิ่นจะหอมหวาน ในภาคกลางจะมีพืชพวกเครื่องแกง เช่น ตะไคร้ ข่า เป็นพวกที่ดับกลิ่นความ และสีของอาหารท้องถิ่นไทยภาคกลางนี้จะมีสีเฉพาะตัวเช่น แกงเผ็ด สีจะออกแดง แกงเขียวหวาน สีจะเขียวขาว เป็นต้น
  4. อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลางจะมีเครื่องเคียง เครื่องเคียงหมายถึง อาหารที่รับประทานคู่กับอาหารอีกอย่างหนึ่ง เช่น ขนมจีนน้ำพริก เครื่องเคียงของขนมจีนน้ำพริกมีมากมายทั้งผักสด ผักต้ม ผักทอด กุ้งทอด ทอดมัน เป็นต้น อาหารภาคกลางมีเครื่องเคียงเกือบทุกอย่าง เช่นแกงเผ็ด แกงส้ม จะรับประทานกับของเค็ม ปลาเค็ม หมูเค็ม เนื้อเค็ม ไข่เค็ม
  5. อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง ยังมีอาหารที่รับประทานกันเป็นแบบเบาๆ คือ รับประทานระหว่างมื้อคือ ระหว่างมื้อกลางวัน กับมื้อเย็นซึ่งเรียกว่า อาหารว่าง อาหารว่างแบบอาหารท้องถิ่นไทยภาคกลาง ก็จะเป็นพวกเมี่ยงต่างๆ ข้าวเกรียบปากหม้อ ข้าวตังหน้าตั้ง ข้างตัง เมี่ยงลาว เป็นต้น และจากประสบการณ์ของผู้เขียน อาหารว่างของท้องถิ่นไทยภาคกลางยังมีอีกหนึ่งมื้อ คือ มื้อกลางคืน เช่น คณะทำงานหนึ่งทำงานล่วงเวลา พอถึงประมาณ 0 น. โดยประมาณหรืออาจจะดึกกว่านี้ เจ้าของงานหรือเจ้าบานก็จะมีอาหารมาเลี้ยง เป็นอาหารเบาๆ เช่นพวกข้าวต้มต่างๆ

อิทธิพลที่มีผลต่ออาหารท้องถิ่นภาคกลาง

ภาคกลาง พื้นภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่ม ที่แม่น้ำผ่านหลายสาย เชน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง ฯลฯ

ภาคกลางมีจังหวัดอยู่ในเขตภาคกลางถึง 22 จังหวัด ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้ง 22 จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วย มีพืชพรรณธัญญาหารพร้อมเพรียงอาชีพของประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและมีการประมงในจงหวัดที่อยู่ชายทะเล

– ภูมิอากาศ ภาคกลางอยู่ในที่ราบลุ่ม มี 3 ฤดูด้วยกัน คือ

ฤดูร้อน อากาศจะร้อนมาก ปัจจุบันยิ่งร้อนจัด ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อไปก็จะเป็นฤดูฝนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน
ฤดูนี้ฝน จะตกมาก ภาคกลางจะได้น้ำฝนพอเพียง เพราะมีคลอง หนอง บึง และเขื่อนกั้นน้ำ สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ พื้นที่ในภาคกลางเหมาะสำหรับการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ในอดีตมีกุ้ง หอย ปู ปลา มากมายในธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีผู้คนมากขึ้น สัตว์ในธรรมชาติก็ร่อยหรอไป ปัจจุบันมีการตั้งฟาร์มเลี้ยงปลาช่อน ปลาดุก ปลาสลิด และกุ้ง ภาคกลางอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารทุกชนิด
ฤดูหนาว ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ภูมิอากาศจะหนาว แต่สำหรับภาคกลางจะไม่หนาวมากด้วยเหตุนี้อาหารท้องถิ่นไทยภาคกลางจึงเป็นตามสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็น คลอง หนอง บึง และแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ และภาคกลางยังมีภูมิประเทศส่วนหนึ่งอยู่ติดทะเล พันธ์ไม้ต่างๆ ที่ขึ้นในเขตภาคกลางจึงมีทั้งพันธ์ไม้บนบกและพันธ์ที่ขึ้นในน้ำ พันธ์ไม้บนบกก็มีหลากหลายชนิด เช่น แตงกวา มะเขือ ถั่วฝักยาว บวบ ฟักทอง น้ำเต้า ชะอม ดอกแค เป็นต้น พันธ์ไม้ในน้ำก็ยังมี ผักกะเฉด ผักบุ้ง ผักตับเต่า สายบัว เป็นต้น พันธ์ไม้แถบชายทะเล เช่น ผักชะคราม ผักบุ้งทะเล อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ในภาคกลางก็มีทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ทะเล เช่น หมู เป็ด ไก่ เนื้อวัว เนื้อควาย ปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อน ปลาทะเล เช่น ปลาดุกทะเล ปลาตาเดียว ปลาทู ปลากระเบน ปลาทูกัง กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า จากอิทธิพลของภูมิประเทศในภาคกลางทำให้ภาคกลางซึ่งเป็นเขตที่ราบลุ่มอยู่แล้ว อุดมไปด้วยพืชพรรณธัญยาหารนานาชนิดมากมาย และในภาคกลางก็ยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง ซึ่งชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองเรา หรือมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเมืองเราก็ได้นำวิธีทำอาหารของเขาเข้าเมืองไทย บรรพบุรุษของเราเป็นผู้ชาญฉลาดรับเอาอารยธรรมของต่างชาติมาแล้วมาดัดแปลงให้เข้ากับวัสดุในบ้านเรา ประดิษฐ์เป็นอาหารแปลกใหม่ และตกทอดเป็นมรดกทางอาหารมาจนทุกวันนี้

เช่น การฝัด การใช้น้ำมัน ก็รับอิทธิพลมาจากจีน เราก็รับมาและพัฒนาเป็นการผัดต่าง ๆ มาจนทุกวันนี้ จนอาหารผัดของเรามีมากมาย มีที่ผัดเผ็ด ผัดจืด ๆ ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดกระเพรา เป็นต้น

ใส่ความเห็น

ชื่อ *
อีเมล์ *
เว็บไซท์