ขนมลา
ขนม

การทำบุญของคนไทยในแต่ละภาคนั้น นิยมทำของถวายพระไม่เหมือนกัน เรียกวาทำตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น

โดยเฉพาะเรื่องขนมที่ทำในตอนทำบุญสารทเดือน 10 ด้วยแล้วต่างกันมากขนมภาคกลางนิยมไปอย่างหนึ่ง ภาคใต้มีความเชื่อไปอีกอย่างหนึ่งเพราการทำบุญสารทเดือน 10 นั้น ชาวใต้ถือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ของทำบุญที่ขึ้นหน้าขึ้นตาหรือเป็นเอกลักษณ์ของการทำบุญสารทก็คือขนม เป็นขนมเดือน 10 หรือขนมทำบุญสารทโดยเฉพาะ มีความเชื่อถืออะไรต่างๆ ที่น่าศึกษา สมควรนำมาเล่ารวมไว้ด้วย
ในการทำบุญวันวารทของชาวใต้ นิยมทำข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อและขนมต่างๆ (บางที่บางถิ่นอาจเรียกชื่อไม่เหมือนกันหรือมีไม่เหมือนกันก็ได้ ในที่นี้นำมาเล่ารวมๆ กันไป เพ่อให้รู้จักขนมสารทเดือน 10 ของชาวใต้ว่ามีอะไรบ้างเท่านั้น) เช่น ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมลา ขนมทอง ขนมดีชำหรือเมซำ ขนมไข่ปลา ขนมแดง ขนมโค ข้าวตอก ฯลฯ เพียงเท่าที่ออกชื่อมานี้ เด็กสาวชาวใต้บางคนก็อธิบายไม่ถูกเสียแล้ว เมื่อจะเขียนเรื่องนี้ได้ถามเพื่อนชาวใต้หลายคน และค้นตำรากันหลายเล่ม จึงได้เรื่องพอมาเขียนให้อ่านกันเล่นดังต่อไปนี้
ขนมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นอยู่ในหลักของขนมไทยโบราณ คือประกอบด้วยข้าว มะพร้าว น้ำตาล ถึงจะเป็นเพียงส่วนประกอบก็อยู่ในหลักนี้ อย่างข้าวตอกที่กล่าวข้างต้นเขาก็มีวิธีกินสองอย่าง ได้ถามคนจังหวัดกระบี่ว่าเขากินกันอย่างไร เขาตอบว่า เอาข้าวตอนมาคลุก กับมะพร้าวขูดพรมด้วยน้ำเกลือ ก็แบบเดียวกับข้าวเม่าคลุมของภาคกลางนั่นเอง (ได้ความว่าข้าวเม่าคลุกเขาก็ทำกินแต่ว่าไม่ได้ทำในบุญสารท) ส่วนทางนครศระรรมราชเอขาเอาข้าวตอกมากินกับน้ำกะทิทุเรียนเขาเรียกว่า ข้าวตอกน้ำกะทิทุเรียน ผิดกับทาภาคกลางที่กินข้าวเหนียวกับน้ำกะทิทุเรียน ถ้าเป็นข้าวตอกก็กินกับน้ำกะทิใส่น้ำตาลเท่านั้น
ขนมที่คล้าย ๆ กับทางภาคกลางก็คือ ขนมแดง ทำด้วยแป้งชุบน้ำตาล ทำนองเดียวกับขนมต้มแดงทาภาคกลาง อีกอยางหนึ่งเรียก ขนมโค ทำด้วยแป้ง มีไส้ทำด้วยน้ำตาลตัดเป็นชิ้น ๆ สีเหลี่ยม ต้มพอสุกลอยขึ้นมาก็ตักกินได้ขนมโรนี้เข้าทำนองขนมต้มขาวของภาคกลาง ผิดกันที่ไส้ ทางภาคกลางทำไส้ด้วยมะพร้าวขูดเคี่ยวกับน้ำตาล

ชื่อขนมที่ออกจะเป็นแขกก็คือขนมดีซำ บางคนว่า เมซำ บางทีก็เรียกกันว่า ขนมเจาะหู หรือขนมเจาะรู (เรียกหรือออกสำเนียงเป็นหูรุหู้หลู) เพื่อนที่อยู่นครศรีธรรมราชว่ามีลักษณะเหมือนขนมโดนัท
ขนมดีซำ ใช้ข้าวเจ้าแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วล้างให้สะอาด ใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอาไปตำให้ละเอียด ต่อจากนั้นร่อนด้วยตะแกรงเอาไปผึ่งแดด แล้วเอาไปตำให้ละเอียด ต่อจากนั้นร่อนด้วยตะแกรงเอาไปผึ่งแดด แล้วผสมกับน้ำตาลเคี่ยวให้เข้ากันดีแล้วนำมาปั้นเป็นรูปกลม ๆ ทับให้แบน ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3-4 เซนติเมตร แล้วใช้ปลายนิ้วกดให้เป็นรู ต่อจากนั้นนำไปทอดน้ำมันให้สุก (บางแห่งว่าที่ทำเป็น
รูปวงแหวนนั้นก็เพ่อให้เปรตชน คืนคนที่ตายไปจะได้นำเอาไปใช้ทำแหวน ทำกำไลมือ กำไลเท้า หรือร้อยเป็นพวกมาลัย)

ขนมลา เท่าที่ฟังจากเพื่อนที่เป็นคนใต้เล่าให้ฟัง ไม่ค่อยชัดเจนเพราะเขาได้แต่เห็นไม่ได้ทำเอง เคยภามคนที่ทำขายในงานสารทเดือน 10 ที่วัดพิชยญาติก็ไม่เข้าใจ ต้องพึ่งสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ของสถาบันทักษิณคดีศึกษา จึงได้ความชัดขึ้นว่า ขนมลามีสองชนิด เรียกว่า “ลาลอยมัน” อย่างหนึ่ง และ “ลาเซ็ด” อีกอย่างหนึ่ง
ลาเช็ด นั่นเป็นลาที่มีเส้นละเอียด ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทรายและน้ำตาลจากที่เคี่ยวจนข้น วิธีทำเหมือนอย่างทำขนมจีน คือเอาแป้งที่ผสมแล้วเทใส่ในเครื่องโรยเส้นที่เรียกว่า “พลกลา” หรือพรกกลา” ซึ่งทำด้วยกะลามะพร้าวเจาะรูที่ก้นแบบกระชอบกรองน้ำกะทิ แป้งจะไหลออกจากรู) แล้วนำไปโรยเส้นลงในกระทะที่ทาน้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดงที่เตรียมไว้ วิธีโรยให้โรยวนไปมาจนได้แผ่นลาเป็นรูปวงกลม เมื่อแป้งสุกก็ตักขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำมัน ลาเช็ดไม่พับทีละแผ่น แต่จะวางซ้อนกันเป็นชุดๆ ชุดละ 50 ถึง 100 แผ่น

ลาลอยมัน ทำแป้งแบบเดียวกับลาเช็ด แต่แป้งหยาบกว่าเล็กน้อยและใช้ผสมด้วยน้ำตาลโตนด การโรยเส้น
โรยในกระทะที่ใส่น้ำมันมากถึงครึ่งกระทะหรือมากกวานั้น น้ำมันไม่ต้องผสมไข่ รูทีกะลาโตกว่าพลลกลาเช็ดเล็กน้อย เมือสุกดีแล้วจะใช้ไม้ไผ่บางๆ สอดพับแผ่นเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ลักษณะของลาลอยมันเมื่อสุกดีแล้วจะมีสีน้ำตาลอ่อนและมีแผ่นหนากว่าลาเช็ด
กล่าวกันว่าที่ต้องทำขนมลาเป็นฝอยเช่นนี้ ก็เพราะคนที่ตายไปแล้วหรือเปรตชนมีปากเล็กจะได้กินง่าย ทำไมจึงเชื่อเช่นนั้นก็ไม่ทราบ ว่าถึงชื่อ บางคนก็ว่าเป็นเพราะทำไปทำบุญในวันที่คนตายจะลากลับไป จึงเรียกขนมลา บางคนก็ว่าเพราะทำจากกะลาคือเอากระลามาเจาะรุดังกล่าวแล้ว จึงเรียกว่าขนมลา
ขนมลานี้คู่กับขนมพอง เรียกว่าไปไหนต้องไปด้วยกัน ขนมพองเป็นพวกข้าวเหนียวทอด คือเอาข้าเหนียวแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วล้างน้ำให้สะอาด นำไปนึ่งพอสุก แล้วนำมากดลงในแบบพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ไผ่แผ่นบางๆ สูงประมาณ 1 เซนติเมตร พับเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปข้าวหลามตัด วงกลม หรือสามเหลี่ยม ลักษณะก็เป็นแผ่นๆ แบบขนมนางเล็ดของภาคกลาง แล้วเอาไปผึ่งแดดไว้หลายๆ แดด หลังจากนั้นจึงเอาสมาทอดให้พอง จึงเรียกว่าขนมพอง

ขนมบ้า ทำด้วยข้าวเหนียว วิธีทำแบบเดียวกับขนมดีซำ ปั้นเป็นลูกกลมขนาดขนมดีซำแล้วทำให้แบนไม่ต้องเจาะรูตรงกลาง ถ้าต้องการรสงาก็ใช้งาคั่วโรยทั้งสองด้านแล้วจึงนำไปทอด เหตุที่เรียกขนมบ้าเข้าใจกันว่าเพราะขนมทำเหมือนลูกสะบ้า
ขนมกง หรือขนมไข่ปลา ทำด้วยแป้งข้าวเหนียวคล้ายกับขนมบ้าแต่ผสมด้วยหัวกะทิ ใส่ไข่เล็กน้อย ใช้ถั่วเขียวคั่วแล้วโม่ให้ละเอียด ร่อนด้วยตะแกรง แล้วคลุกกับน้ำตาลเคี่ยว แล้วคลึงเป็นรูปกลมรี แล้วนำไปคลุกแป้งทอดน้ำมันจนสุก เหตุที่เรียกขนมกง ก็เพราะรูปร่างคล้ายกงเรือและที่เรียกขนมไข่ปลา ก็เพราะคล้ายไข่ปลาด้วย

ขนมบ้า

ขนมบ้า

ในวันทำบุญเขาจะจัดขนมต่างๆ เหล่านี้ พร้อมด้วยอาหารคาวหวานอย่างอื่นๆ ไปถวายพระ และนิยมจัดใส่ในภาชนะไปถวาย เรียกกันว่า “ยกมรั้บ” คือถวายทั้งมรั้บ คนเมืองนครเขาอธิบายว่า มรั้บนั้นก็คือสำรับนั่นเอง เท่าที่ได้ยินได้ฟังมาเขาวาในวันทำบุญนี้ พรวกชาวบ้านจะช่วยกันทำร้านยกพื้นสูงราว 1 เมตร ตั้งไว้ทางริมวัดหรือหลังวัด ผู้ที่ไปทำบุญแบ่งอาหารที่เตรียมไปทำบุญนั้นอย่าละเล็กน้อยใส่กระทงเอาไปวางไว้บนยกพื้นที่ทำไว้นี้ มีด้ายสายสิญจน์โยงมาจากหอฉันถึงที่ยกพื้น พอพระอนุโมทนายถาสัพพีจบก็ตีระฆังขึ้น คนก็เอาด้ายสายสิญจน์ออกจากยกพื้น คนที่ยืนอยู่รอบๆ ร้านก็พากันแย่งกระทงอาหารนั้นไป เรียกการชิงกระทงอาหารนี้ว่า “ชิงเปรต” ถือกันว่าเด็กที่ร่างกายอ่อนแอ ถ้าได้แย่งเปรตกินแล้วจะแข็งแรงขึ้น
ตามประเพณีของชาวใต้ เมื่อถึงวันสารทบรรดาลูกหลานจะต้องกลับไปบุญที่บ้านเดิมของตน เพื่อจะได้ทำบุญให้ญาติ เชื่อกันว่าในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ยมบาลจะปล่อยให้ผู้ตายที่ตกนรกได้ขึ้นมาในมนุษยโลก ได้มาร่วมการบุญการกุศลกับลูกหลาน พอถึงวันแรม 15 ค่ำได้รับกุศลและร่วมสนุกชิกกระทงอาหารกับลูกหลานแล้ว ก็จะต้องกลับยมโลก ถือกันถึงขนาดว่าผู้ที่ไปทำบุญทั้งวันรับวันส่งนั้น จะต้องเข้าร่วมสนุกชิงกระทงกับเปรตด้วย หากไม่เข้าร่วมชิงกระทงอาหาร เปรตจะพากันสาปแช่งเพราะโกรธที่ไม่ร่วมสนุกด้วย
ได้ทราบจากคนเก่า ๆ ว่า ขนมที่ทำสำหรับทำบุญในวันสารทนั้นมีความหมาย ไม่ใช่สักแต่ทำไปตาเรื่อง เขาว่าขนมพองนั้นต่างพาหนะ คือหมายเอาลักษณะพองลอยนั้นอุทิศส่งให้เป็นแพสำหรับปู่ ย่าตายายญาติพี่น้องที่ตายไปได้ใช้เป็นพาหนะสำหรับล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติของพระพุทธศาสนา แต่บางท่านว่าที่ทำขนมชนิดนี้ก็เพราะคิดถึงญาติพี่น้องที่แก่เฒ่าไม่มีฟันจะได้กินสะดวก เพราะใส่ปากแล้วไม่ต้องเคี้ยว ถูกน้ำลายก็ละลายไปเอง

ขนมลา (แผ่นใหญ่) นั้นว่าต่างเครื่องนุ่งห่ม ขนมลาลอยมัน (หรือขนมรังนก) ต่างฟูกหมอน ขนมไข่ปลา (ขนมกง) ต่างเครื่องประดับ ส่วนขนมบ้าที่ทำกลมๆ นั้นสมมุติว่าเป็นเงินเบี้ยสำหรับใช้จ่ายแต่บางท่านก็ว่าขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้านั้น ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้เอาไปใช้เล่นสะบ้านตอนเทศกาลสงกรานต์อย่านี้ก็มี
ขนมต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนั้นจะมีครบในสำรับ (มรั้บ, หมรับ ในสมัยก่อนมรั้บในวันสารทนิยมใช้กระบุงกันมาก่อน ภายหลังก็เปลี่ยนเป็นกระจาด ถาด ถัง ไปตามสะดวก) ที่จะยกไปทำบุญ นัยว่าส่งไปให้ผู้ล่วงลับได้เอาไปใช้ในเมืองผี ในเรื่องการทำขนมเหล่านี้ก็มีกล่าวกันว่า ในสมัยก่อนถ้าสาวๆ ชาวนครศรีธรรมราชคนไหนทำขนมเหล่านี้ไม่ได้ ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติกุลสตรีเอาเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนั้นในสมัยก่อนพ่อแม่จึงกวดขันให้ลูกสาวทำขนมให้เก่งจะได้มีหน้ามีตา ปัจจุบันเห็นจะเสื่อมไปหมดแล้ว ได้ถามเพื่อนสาวชาวนครฯ คนหนึ่งว่าทำขนมเหล่านี้ได้ไหม เธออาเอามือปิดหน้าบอกว่าทำไม่เป็น เรื่องอย่างนี้จะโทษเธอก็ไม่ได้ เพราะเธอศึกษาเล่าเรียนมาอีกแบบหนึ่ง มาเข้าสังคมสมัยใหม่ ขนมเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำกันบ่อยนัก ข้อสำคัญก็คือคนที่รู้จักทำมีความชำนาญ ก็ไม่ได้สั่งสอนอบรมถ่ายทอดไว้ให้คนรุ่นหลัง ความรู้เหล่านี้ก็แคบเข้าทุกที เอาแต่เพียงชื่อขนมอย่างที่เล่ามาแล้ว ก็ยังมีคนไม่รู้จักอยู่มาก

เรื่องขนมเดือน 10 หรือขนมสารทชาวใต้เท่าที่สอบถามจากเพื่อนๆ และจากเอสารเก่าก็มีดังได้เล่ามา อาจ่ขาดตกบกร่องไปบ้างเพราะต่างถิ่นต่าที่ต่างสมัยก็เรียกชื่อต่างกันไป นิยมกันไปอย่างหนึ่งเชื่อกันไปอย่างหนึ่ง เรื่องจึงไม่ค่อยจะตรงกันนัก

ใส่ความเห็น

ชื่อ *
อีเมล์ *
เว็บไซท์